แน่นอนว่าการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นความไฝ่ฝันของหลายคน แต่การจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลายคนจึงมองหาทางลัดหรือบันไดที่จะทำให้การทำธุรกิจเริ่มต้นได้เร็วมากข้น โดยที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หรือก็คือการลงทุนซื้อแฟรนไชส์นั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การลงทุนแบบ “สร้างธุรกิจเอง” และ “ลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์” จะมีข้อดีและข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? เราไปดูกันเลย!
ข้อดีของการลงทุนสร้างธุรกิจเอง
1.1 มีอิสระในการควบคุม
การลงทุนสร้างแฟรนไชส์เอง แน่นอนว่าอิสระในการควบคุมของเรามี 100% แน่นอน เพราะเราเป็นเจ้าของเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกลยุทธ์ การสร้างแบรนด์ และภาพลักษณ์ของธุรกิจ ได้ตามที่ต้องการ เช่นร้านอาหาร เราสามารถออกแบบโลโก้ รูปแบบร้านค้า และเมนูได้ตามที่ต้องการในแบบของเรา นอกจากนี้ยังสามารถกำหนด ราคา และบริการ และกลุ่มลูกค้าของเราได้ ทำให้การสร้างแฟรนไชส์เองมีข้อดีตรงนี้
1.2 ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์
การลงทุนในรูปแบบซื้อแฟรนไชส์ แน่นอนการว่าแฟรนไชส์ซอร์ จะต้องเก็บค่าธรรมเนียมในการขายที่เรียกกันว่า Royalty Fee หรือค่าลิขสิทธิ์นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากการสร้างแฟรนไชส์เอง เพราะไม่ต้องเสียเงินให้กับแฟรนไชส์ซอร์ ทำให้มีเงินไปลงทุนเพิ่มในด้านอื่น ๆ นั่นเอง
1.3 กำไรทั้งหมดเป็นของคุณ
การลงทุนสร้างแฟรนไชส์เอง คือไม่ต้องแบ่งปันกำไรกับใคร โดยจะได้รับผลกำไร 100% แน่นอน ทำให้มีข้อดีในส่วนนี้ และสามารถนำกำไรไปต่อยอดในธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า
1.4 สร้างความภาคภูมิใจ
แน่นอนว่าการเริ่มต้นสร้างธุรกิจแฟรนไชส์เอง อาจต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และต้องใช้ความพยายามและความอดทนที่สูงมาก ๆ นอกจากนี้จะต้องใช้ความรู้รอบด้าน เพื่อศึกษาธุรกิจต่าง ๆ ปัญหาในแต่ละด้าน เพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความสำเร็จอย่างแท้จริง จึงทำให้เกิดความภูมิใจในการสร้างความสำเร็จของธุรกิจ เมื่อเทียบกับการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีอยู่แล้ว ก็มักจะทำให้เกิดความภูมิใจที่น้อยกว่า
แล้วถ้าอยากลงทุนสร้างธุรกิจเอง ต้องรู้อะไรบ้าง?
แน่นอนว่าการลงทุนสร้างแฟรนไชส์เองต้องมีความรู้หลากหลายด้าน และต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก ๆ ว่ากันว่า การสร้างธุรกิจยิ่งกว่าการไปออกรบเสียอีก แต่ถ้าหากเรามีความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่เพียงพอ ในสนามรบนั้นคุณอาจเป็นหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จก็ได้ ซึ่งสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์มีดังนี้
- ศึกษาตลาดและความต้องการของลูกค้า
- วิเคราะห์ว่าสินค้าหรือบริการของคุณมีตลาดรองรับหรือไม่
- ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ
- อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
- ศึกษาคู่แข่ง
- ใครคือคู่แข่งของคุณ?
- กลยุทธ์ของคู่แข่งคืออะไร?
- จุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่งคืออะไร?
- พัฒนาโมเดลธุรกิจ
- กำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณ
- ออกแบบสินค้าหรือบริการของคุณ
- กำหนดราคาสินค้าหรือบริการของคุณ
- วางแผนการตลาดและการขาย
- เตรียมเงินทุน
- คำนวณเงินทุนที่ต้องการในการเริ่มต้นธุรกิจ
- หาแหล่งเงินทุน
- เตรียมแผนสำรองเผื่อเกิดปัญหา
- จดทะเบียนธุรกิจ
- เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสม
- เตรียมเอกสารการจดทะเบียน
- ยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจ
- หาทำเลที่ตั้ง
- เลือกทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ
- พิจารณาค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
- จ้างพนักงาน
- กำหนดจำนวนพนักงานที่ต้องการ
- เขียนรายละเอียดงาน
- คัดเลือกพนักงาน
- ฝึกอบรมพนักงาน
- ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็น
- ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร
- เตรียมระบบการจัดการ
- พัฒนาระบบการจัดการสินค้าคงคลัง
- พัฒนาระบบการเงินและบัญชี
- พัฒนาระบบการบริการลูกค้า
- เตรียมแผนการตลาด
- กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด
- เลือกช่องทางการตลาด
- จัดทำงบประมาณการตลาด
- เตรียมรับมือกับปัญหา
- คาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
- เตรียมแผนสำรองเผื่อเกิดปัญหา
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแฟรนไชส์
- เข้าใจระบบแฟรนไชส์
- กฎหมายเกี่ยวกับแฟรนไชส์
- เอกสารสัญญาแฟรนไชส์
- ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ
- ปรึกษาทนายความ
- ปรึกษานักบัญชี
- ปรึกษากูรูด้านธุรกิจ
- ฯลฯ
ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จากแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ
การซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดแล้ว จะมีความได้เปรียบทั้งในด้านการตลาด, ระบบการจัดการ, และการสนับสนุนทางธุรกิจ ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจสูงขึ้น มากกว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจเอง ซึ่งข้อดีของการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ มีดังนี้
เริ่มต้นได้เร็ว
การซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว แน่นอนว่าไม่ต้องเริ่นต้นจากศูนย์ ไม่ต้องไปศึกษาข้อมูลที่ละเอียดมากเหมือนการเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่ แต่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ทันทีหลังจากที่ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จนั้น พิสูจน์แล้วว่าโมเดลธุรกิจของพวกเขาสามารถทำงานได้จริง มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าการเริ่มต้นธุรกิจใหม่เอง เพราะแฟรนไชส์เหล่านี้มีระบบการดำเนินงานที่ชัดเจน ผ่านการลองผิดลองถูก มีสูตรสำเร็จ มีฐานลูกค้า และมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักตลาดนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีโอกาสเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
การเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมักจะลดความเสี่ยงทางธุรกิจลง เนื่องจากคุณแฟรนไชส์มีแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หรือความยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในทางการเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสต่อยอดธุรกิจได้มากกว่าการเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ
ได้รับการสนับสนุน
เมื่อซื้อ หรือลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์แล้ว เจ้าของแฟรนไชส์มักมีระบบการฝึกอบรม การสนับสนุน และเครื่องมือต่างๆ ให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้และทักษะทางธุรกิจให้กับผู้ลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น และไม่มีปัญหาในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ยังสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของเจ้าของแฟรนไชส์ได้
มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ
การซื้อแฟรนไชส์จากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงจะช่วยให้ธุรกิจของคุณได้รับความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ทำให้ง่ายต่อการดึงดูดลูกค้าใหม่และสร้างฐานลูกค้าที่แน่นอน
ทำให้การจัดการง่ายขึ้น
การซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ จะทำให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากคุณได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารและทีมงานในการจัดการทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีระบบการทำงานที่ได้มาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ทำให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ จัดการได้ง่ายมากขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่แล้ว หากไม่มีทีมคอยซับพอร์ต หรือที่ปรึกษา ก็อาจะทำให้การทำธุรกิจเป็นเรื่องยาก ก็ได้
2.6 ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า
การเริ่มต้นธุรกิจใหม่เอง มักต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งค่าธรรมเนียม ค่าอุปกรณ์ ค่าตกแต่ง ค่าโฆษณา ฯลฯ แต่การซื้อแฟรนไชส์มักมีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ซึ่งอาจจะน้อยกว่า และแฟรนไชส์ซอร์อาจช่วยจัดหาอุปกรณ์ วัตถุดิบ หรือระบบต่าง ๆ ในราคาพิเศษ เช่น การเปิดร้านสะดวกซื้อเอง อาจต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านบาท แต่การซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ อาจใช้เงินลงทุนเพียงหลักล้านบาท